ในวงการแฟชั่นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ยังมีปัญหาที่เป็นข้อถกเถียงและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา นั่นคือ ปัญหาของขยะเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่มีจำนวนมาก มีการย่อยสลายหรือนำไปรีไซเคิลไม่ทัน ทำให้เกิดภาวะขยะเสื้อผ้าล้นโลก การเริ่มรณรงค์แฟชั่นแบบยั่งยืนมีปรากฎให้เห็นในช่วงปี 2019 – ปัจจุบัน และยังมีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยๆทั่วโลก เพื่อให้วงการแฟชั่นสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลล้อมได้ เราลองมาดูข้อมูล สถิติ และแนวทางในการจัดการขยะแฟชั่นว่าแนวโน้มในอนาคตจะไปทิศทางใด

10 ข้อสถิติเกี่ยวกับขยะแฟชั่น (Fast Fashion Waste)

คำว่า “Fast fashion” สื่อถึง การผลิตเสื้อผ้าที่มาเร็ว ไปเร็ว ตกเทรนด์ แล้วก็ถูกทิ้งขว้าง ไม่ใส่อีกต่อไป รวมไปถึงกระบวนการผลิตเสื้อผ้ายังมีการปล่อยของเสียออกมามากมาย เช่น เศษผ้า สารเคมีจากสีย้อมผ้า ขยะจากห่อบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งการผลิตเสื้อผ้าตามเทรนด์แต่ละปีก่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย มีรายละเอียดสถิติจำนวน 10 ข้อ ดังนี้

10 สถิติของขยะแฟชั่นทั่วโลก

1 ทุกๆปีจะมีขยะจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอมากถึง 92 ล้านตัน

ในแต่ละปีจะมีการผลิตเสื้อผ้าทั่วโลกมากถึงแสนล้านตัน และมี 92 ล้านตันที่กลายเป็นขยะ และมันถูกขุดหลุมฝังกลบลงไปในดิน ซึ่งหากไม่เริ่มแก้ปัญหาด้านการจัดการขยะสิ่งทอ ขยะเหล่านี้จะทะยานขึ้นสูงไปถึง 134 ล้านตันในแต่ละปี

2 อุตสาหกรรมเสื้อผ้าทั่วโลกปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2030

นอกจากขยะเสื้อผ้าที่มีการพยายามจัดการอยู่ทุกปี และวงการแฟชั่นมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังขาดการจัดการการแก้ปัญหามลพิษที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม

3 ผู้บริโภคชาวอเมริกัน 1 คน จะโยนทิ้งเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 81.5 ปอนด์ในทุกๆปี

เฉพาะประเทศอเมริกา มีขยะสิ่งทอแต่ละปีเฉลี่ย 11.3 ล้านตัน เป็นจำนวนเท่ากับ 85 เปอร์เซ็นต์ของขยะที่ถูกฝังกลบในดินทุกๆปี และเทียบเท่ากับจำนวนเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งต่อคนประมาณ 37 กิโลกรัม (81.5 ปอนด์) ในหนึ่งปี

4 มีเสื้อผ้ามือสองที่ไม่ได้นำกลับมาใช้ใหม่ กลายเป็นขยะมีจำนวน 36 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 15 ปี

วัฒนธรรมทิ้งๆขว้างๆตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน จากสถิติโดยเฉลี่ย เสื้อผ้าที่ผู้บริโภคซื้อมาสวมใส่ มักจะใส่เพียง 7 – 10 ครั้งเท่านั้น จากนั้นเสื้อผ้าเหล่านี้ถูกทิ้งขว้างกลายเป็นขยะ

5 อุตสาหกรรมแฟชั่นมีการปล่อยน้ำเสียทั่วโลกมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์

กระบวนการย้อมสีเสื้อผ้า เป็นขั้นตอนที่มีการใช้สีและสารเคมีทางวิทยาศาสตร์ สามารถปล่อยมลพิษทางอากาศ คือ คาร์บอนไดออกไซต์ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ และมลพิษทางน้ำทั่วโลกมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ผนวกกับการผลิตเส้นใยและเส้นด้าย เป็นการสูบทรัพยากรให้หมดลงเรื่อยๆ เพราะเป็นการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจำนวนมาก

6 มีการใช้น้ำมากถึง 20,000 ลิตร เพื่อใช้ผลิตผ้าฝ้ายเพียง 1 กิโลกรัม

เป็นปัญหามลพิษทางน้ำขนาดใหญ่ เพราะการผลิตเสื้อยืดผ้าฝ้ายใช้ปริมาณน้ำและปล่อยน้ำเสียทุกๆวัน หมายความว่า ปริมาณน้ำ 2,700 ลิตรนำไปใช้ผลิตเสื้อยืดเพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นปริมาณน้ำสำหรับให้คน 1 คนดื่มได้ถึง 900 วัน

7 มีการสูญเสียเงินไปถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐทุกปี เนื่องจากไม่มีการนำเสื้อผ้าไม่ใช้แล้วไปรีไซเคิล

วัฒนธรรมการทิ้งๆขว้างๆ ทำให้มีการนำเสื้อผ้าถูกทำลายลงไปโดยเปล่าประโยชน์ทั่วโลก มีเพียง 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่นำมาคัดแยกและรีไซเคิลใหม่ ปัญหาของการนำเสื้อผ้าหรือสิ่งทอไปรีไซเคิล คือ วัสดุในการผลิตเสื้อผ้าและเทคโนโลยีมีไม่เพียงพอในการนำไปรีไซเคิลได้ทั้งหมด ผ้าที่เราใช้สวมใส่ร่างกายประกอบด้วยเส้นใยต่างๆที่มีความซับซ้อน มีทั้งเส้นใยจากธรรมชาติ เส้นใยสังเคราะห์ พลาสติก และอุปกรณ์อื่นๆที่มีการผสมเข้าไป

8 เกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ มีไมโครพลาสติกที่มาจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอปล่อยลงมหาสมุทรทุกปี

เสื้อผ้าในยุคปัจจุบันเป็นแหล่งที่มาของไมโครพลาสติกที่มาจากเสื้อผ้าที่ผลิตจากไนลอนและโพลิเอสเตอร์ ทั้ง 2 วัสดุนี้มีความทนทานและราคาถูก ซึ่งในการซักและการอบแห้งในแต่ละครั้ง จะมีการปล่อยไมโครฟิลาเมนต์ (microfilaments) ซึ่งมันจะเคลื่อนตัวไปตามระบบบำบัดน้ำเสียและถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ มีการคาดการณ์ว่าในทุกๆปีมีการปล่อยสารปนเปื้อนนี้ประมาณ 5 แสนล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการปล่อยมลพิษจากขวดพลาสติกมากกว่าห้าหมื่นล้านขวด

9 เฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ในปี 2020 เสื้อผ้าจำนวน 2.6 ล้านตัน มีจุดจบด้วยการถูกขุดหลุมฝังกลบลงดิน

มีสินค้าแฟชั่นที่ถูกตีกลับมาจากลูกค้าด้วยเหตุผลหลายๆประการ และสุดท้ายต้องนำสินค้าเหล่านี้ไปทิ้งด้วยการขุดหลุมฝังกลบดิน ทั้งนี้เนื่องจากว่าบริษัทหลายๆแห่งที่จำหน่ายสินค้าแฟชั่นในอเมริกาจะต้องเสียค่าปรับในการนำสินค้าที่ถูกตีกลับมาจำหน่ายอีกครั้ง

บริษัท Optoro ซึ่งเป็นบรัทโลจิสติกส์แบบย้อนกลับ (Reverse Logistics) ได้ประเมินสถานการณ์ในช่วงปี 2020 ว่าการขนส่งสินค้ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์มากถึง 16 ล้านตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของรถยนต์จำนวน 3.5 ล้านคันเป็นระยะเวลา 1 ปี จึงได้มองเห็นวิกฤติของสินค้าที่ถูกตีกลับ ให้มีประโยชน์และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยนำไปขายต่อทางตลาดออนไลน์ในช่องทางต่างๆ

10 แบรนด์ที่ผลิตเสื้อผ้าแบบ Fast Fashion มีการเร่งผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หากเทียบกับในช่วงปี 2000

ในยุคนี้มีการเร่งผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นรวดเร็วขึ้น ซึ่งทำให้มีขยะและของเสียที่เกิดจากการผลิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากกระบวนตัดเย็บเสื้อผ้าและสิ่งทอ ทำให้มีเศษวัสดุตกค้างจำนวนมากถูกนำไปทิ้งโดยไม่สามารถเอาไปรีไซเคิลต่อได้ มีมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายเสื้อผ้าจำนวน 150 ล้านชิ้นผลิตจำหน่ายทุกๆปี และอีกไม่กี่ปีเสื้อผ้เหล่านี้ถูกทิ้งขว้างอีกครั้ง

10 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นผลกระทบของฟาสต์แฟชั่นในทุกๆกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต การซื้อสินค้า การสวมใส่ จนไปถึงการทิ้งขว้าง จนเกิดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โลกของเราทุกวันนี้มีการผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอถึง 92 ล้านตันต่อปี และในปี 2030 อาจจะมีการผลิตสูงขึ้นไปถึง 134 ล้านตันทั่วโลก ฉะนั้นข้อมูลสถิติการข้อมูลการวิจัยต่างๆทำให้มองเห็นภาพรวมของโลกเบื้องหลังการผลิตสิ่งสวยงามของมนุษย์

ขยะแฟชั่น (Fashion Waste) คืออะไร

ขยะแฟชั่น คนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจว่า มันคือเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วนำไปทิ้ง แต่ในความจริงมันมีมากกว่านำไปทิ้ง แต่มีเรื่องของขยะจากกระบวนการผลิต เช่น เศษผ้า น้ำจากสีย้อมผ้า สารเคมี รวมไปถึงขยะจากบรรจุภัณฑ์ ประเภทของขยะแฟชั่นสามารถจำแนกได้ดังนี้

  • 1 เสื้อผ้าเก่า – เสื้อผ้าที่ชำรุด เสื้อผ้าที่ใส่ไม่พอดีตัว หรือเสื้อผ้าที่ไม่ต้องการ
  • 2 สินค้าในสต็อก – สินค้าที่ไม่ได้นำไปขาย หรือสินค้าที่อยู่นอกฤดูกาล
  • 3 ชุดทำงานหรือชุดเครื่องแบบ – เป็นชุดทำงานหรือชุดเครื่องแบบเก่า รวมไปถึงชุดนักเรียน และเครื่องแบบราชการ

อะไรที่ทำให้เกิดขยะแฟชั่น

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดขยะแฟชั่น คือ การผลิตเสื้อผ้าที่มากเกินไป มีการจัดซื้อ จัดหา จัดเก็บมากเกินไป และการบริโภคที่มากเกินไป การมีเทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความต้องการของคนในการซื้อสินค้ามีมากและเปลี่ยนใจเร็วมากขึ้น ดังนั้น วงการแฟชั่นจึงต้องผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น ใช้ต้นทุนต่ำลง และขายในราคาถูก เป็นการกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมการใช้และทิ้งขว้างเสื้อผ้าแฟชั่น หรือเทรนด์แฟชั่นที่มาใหม่ ทำให้ต้องทิ้งเสื้อผ้าที่ตกยุคออกไป ซึ่งเสื้อผ้าราคาถูกทำให้เกิดแนวโน้มว่าผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้า แต่จะใส่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จากนั้นจะซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่มาอีก เนื่องด้วยมันราคาถูก ผู้บริโภคส่วนใหญ่คิดว่าซื้อใหม่ดีกว่าหันมาซ่อมแซมให้มีสภาพดีอีกครั้ง ส่งผลให้มีขยะเสื้อผ้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มค้าปลีกเป็นกลุ่มที่สร้างขยะจากการสั่งซื้อสินค้ามาค้างไว้ในสต็อกมากเกินไปอีกด้วย

สถิติของขยะแฟชั่น

จากที่กล่าวข้างต้นคือสถิติหลักๆของโลกแฟชั่นในการสร้างขยะ เป็นข้อมูลนำไปสู่การแก้ปัญหาว่าขยะเหล่านี้สามารถนำไปรีไซเคิล แปรสภาพเป็นสิ่งใหม่ เป้นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น จากข้อมูลสถิติพบว่า ประเทศมหาอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกาและประเทศจีน เป็นประเทศที่สร้างขยะแฟชั่นมากที่สุดในโลก ในแถบยุโรปพบว่าอิตาลีและเยอรมนีมีการสร้างขยะแฟชั่นมากที่สุดเช่นกัน อันดับประเทศที่ผลิตขยะแฟชั่นมากที่สุดในโลก 7 อันดับแรก ได้แก่

  • ประเทศจีน – จำนวน 20 ล้านตัน
  • ประเทศสหรัฐอเมริกา – จำนวน 17 ล้านตัน
  • ประเทศอินเดีย – จำนวน 7.8 ล้านตัน
  • ประเทศอิตาลี – จำนวน 465,925 ตัน
  • ประเทศเยอรมนี – จำนวน 391,752 ตัน
  • ประเทศฝรั่งเศส – จำนวน 210,000 ตัน
  • ประเทศสหราชอาณาจักร – จำนวน 206,456 ตัน

ในสหราชอาณาจักร เป็นประเทศที่มีดีไซน์เนอร์มากมายที่เป็นที่รู้จัก เช่น วิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) สเตลลา แมคคาร์ทนีย์ (Stella McCartney) พอล สมิธ  (Paul Smith) และอเล็กซานเดอร์ แม็กควีน (Alexander McQueen) แต่อังกฤษเป็นประเทศที่ติดอันดับสี่ของยุโรปที่ผลิตขยะแฟชั่นมากที่สุด เนื่องจากความหลงใหลในแฟชั่นของคนในประเทศ ทำให้มีการผลิตสินค้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายมีการแก้ปัญหาด้วยการมีร้านค้าการกุศลขึ้นมา นำเสื้อผ้าเก่ามาจำหน่าย แต่มันไม่ได้ช่วยให้กำจัดเสื้อผ้าเหลือทิ้งไปได้ทั้งหมด เพราะว่าเสื้อผ้าที่จำหน่ายไม่ได้จากร้านการกุศล จะนำไปโยนทิ้ง ฝังกลบ หรือเผานั่นเอง ชาวอังกฤษ 1 คนจะทิ้งเสื้อผ้าเฉลี่ยปีละ 1 กิโลกรัม ซึ่งจำนวนขยะแฟชั่นทั้งหมดในอังกฤษ มี 30 เปอร์เซ็นต์ ถูกฝังกลบลงดิน มีการประเมินว่าเสื้อผ้าที่นำไปฝังในดินใน 1 ปี มีมูลค่ามากถึง 140 ล้านปอนด์ มีเพียงแค่ 1 ใน 5 หรือน้อยกว่านั้นที่ได้นำไปรีไซเคิลอย่างแท้จริง

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงพฤติกรรมของมนุษย์และผลกระทบของโลก ซึ่งเราสามารถช่วยลดปัญหามลภาวะเหล่านี้ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่ซื้อมาให้นานขึ้น (9 เดือนขึ้นไป) จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และขยะได้ถึง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ขยะแฟชั่นทั่วโลกจำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ ถูกนำไปเผา มีเพียงจำนวน 8 เปอร์เซ็นต์ที่นำเสื้อผ้าเก่านำกลับมาใช้ใหม่ และมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ที่ได้นำไปรีไซเคิล ที่สำคัญต้องใช้เวลาถึง 200 ปีในการย่อยสลายเสื้อผ้าจากการขุดดินฝังกลบลงไป เสื้อผ้าในยุคปัจจุบันกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ทำมาจากพลาสติก ซึ่งเสื้อผ้าทั่วไปในยุคปัจจุบันควรมีอายุการใช้งาน 100 – 200 ครั้ง (ส่วนใหญ่จะถูกโยนทิ้งก่อน)

ในส่วนของขยะสิ่งทอไม่เพียงแต่ครอบคลุมแค่เสื้อผ้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงชุดเครื่องนอน ผ้าขนหนู และผ้าม่าน ซึ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษทางน้ำ และต้องใช้พื้นที่ดินจำนวนมากในการผลิตสินค้า และมีขยะสิ่งทอที่ไม่ต้องการใช้งานถูกทิ้งเป็นจำนวนมากตามสถิติดังนี้

  • 1 มีขยะสิ่งทอที่ถูกขุดหลุมฝังกลบประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
  • 2 กระบวนการผลิตสิ่งทอ ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปีประมาณ 2 พันล้านตัน
  • 3 กระบวนการผลิตสิ่งทอสร้างขยะพลาสติกในแต่ละปีมากถึง 42 ล้านตัน
  • 4 ไมโครพลาสติกที่เกิดจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอไหลลงสู่มหาสมุทรปีละ 10 เปอร์เซ็นต์
  • 5 ในยุโรปมีจำนวนขยะสิ่งทอน้อยกว่า 13 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกนำไปรีไซเคิล อีก 72 เปอร์เซ็นต์ ถูกขุดหลุบฝังกลบ
  • 6 ในประเทศอินเดีย ขยะสิ่งทอเป็นขยะที่ใหญ่เป็นอันดับสามที่ถูกนำไปขุดหลุบฝังกลบ
  • 7 เส้นใยที่ได้จากธรรมชาติย่อยสลายเร็วที่สุด เช่น ฝ้ายสามารถย่อยสลายภายใน 3 เดือน ลินินสามารถย่อยสลายได้ไม่กี่สัปดาห์ และไหมสามารถย่อยสลายได้ภายใน 1 – 2 ปี
  • 8 ขยะสิ่งทอที่ได้มาจากการสังเคราะห์ใช้เวลาย่อยสลายนานกว่าเส้นใยธรรมชาติ เช่น โพลีเอสเตอร์ ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 20 – 200 ปี ไนลอนใช้เวลาย่อยสลาย 30 – 40 ปี และยางใช้เวลาย่อยสลาย 50 – 80 ปี

แฟชั่นแบบยั่งยืน เทรนด์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธุรกิจที่สร้างกำไรได้

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มคำนึงถึงการสร้างแฟชั่นแบบยั่งยืนเป็นธุรกิจขึ้นมา แม้ว่าจะมีสินค้ามือสองที่ราคาถูกกว่ามากก็ตาม แต่ธุรกิจแฟชั่นแบบยั่งยืนสามารถทำกำไรได้ เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ตามสถิติอุตสาหกรรมแฟชั่นไม่ได้ติดอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างขยะมากที่สุดในโลก แต่อยู่ในอันดับ 6 ของอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในประเทศไทย ยังมีกลุ่มขายเสื้อผ้ามือสองสภาพดีทางโซเชียลมีเดียมากมาย โดยนำมาขายในราคาที่ถูกมากๆ แต่การเติบโตของฟาสต์แฟชั่นทำให้การเร่งผลิตสินค้าให้ตามเทรนด์ และเกิดสิ่งที่เรียกว่า “สินค้าล้าสมัย” ทำให้มีการเร่งผลิตเส้นใยสังเคราะห์ที่ทำได้รวดเร็วและราคาไม่แพง จากการผลิตทั่วโลกของเส้นใยสังเคราะห์จำนวน 58 ล้านตันในปี 2000 เพิ่มทะลุขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 109 ล้านตันในปี 2020 มันเป็นภัยคุกคามอย่างเงียบๆที่สร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งสำคัญ คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการผลิตสินค้าให้แก่แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นใหญ่ๆมากมาย

ในอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกมีมูลค่ามากถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแรงงานทั่วโลกมากกว่า 75 ล้านคน โดย 75 เปอร์เซ็นต์มาจากแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นั่นคือ สิ่งสำคัญที่ว่าเมื่อบริษัทหรือแบรนด์ยักษ์ใหญ่หันมาใช้แนวทางเลือก “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มากขึ้น ทำให้คนทำงานเหล่านี้ได้รับผลกระทบไปด้วย เมื่อเห็นผลกระทบที่รุนแรงในอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลก ทำให้ธุรกิจแฟชั่นมือสองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ “คารูเซลล์” (Carousell) เป็นแฟลตฟอร์มขายของมือสองของสิงคโปร์ ที่มองเห็นคุณค่าของสินค้าแฟชั่นมือสองว่ามีโอกาสเติบโตและมีความยั่งยืนมากกว่า

มีผลวิจัยของ MDPI (Multidisciplinary Digital Publishing Institute) ในปี 2021 ได้ระบุว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันยินดีจ่ายเงินให้กับสินค้า slow fashion เพื่อมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลาดสินค้าแฟชั่นมือสองมีการเติบโตรวดเร็วกว่าตลาดสินค้าแฟชั่นยักษ์ใหญ่ถึงสามเท่า และคาดว่าจะเติบโตมากถึง 127 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2026 จะแซงหน้าธุรกิจฟาสต์แฟชั่น โดยเฉพาะแถบอาเซียน แต่ประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีฐานจำนวนประชากรมากที่สุดในอาเซียน แต่การจับจ่ายสินค้าแฟชั่นมือสองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก แต่มีสองประเทศในอาเซียนที่มีการบริโภคสินค้าแฟชั่นมือสองสูงมาก คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย มีศูนย์แฟลตฟอร์มขายสินค้ามือสองขนาดใหญ่ เช่น Carousell และ Refash ส่วนที่มาเลเซียยังมีการนำเข้าสินค้ามือสองจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาจำหน่ายเป็นหลักด้วย

การอัพไซเคิล (Upcycling)

Moreloop เป็นกลุ่มธุรกิจรักษ์โลก SME ในประเทศไทย ที่มีนำเศษผ้าเหลือใช้ที่มีคุณภาพจากโรงงานเสื้อผ้า เพื่อนำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังมีแบรนด์แฟชั่นสำหรับผู้หญิงที่ชื่อ “Sorore Fashion” ที่ผลิตในกรุงเทพฯ โดยไม่มีการสต็อกสินค้า โดยจะผลิตสินค้าตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งซื้อเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการสต็อกสินค้ามากเกินไปแล้วขายไม่ออก ที่สำคัญตัวสินค้ามีการผลิตจากผ้ารีไซเคิล ซึ่งเป็นผ้าส่วนเกินหรือเหลือใช้จากโรงงาน

ความประหยัด (Thrifting)

แบรนด์ “Thryffy” เป็นกลุ่มตลาดแอปพลิเคชั่นสำหรับซื้อขายสินค้าแฟชั่น ที่ทุกคนสามารถเข้าไปโพสต์หรือถ่ายรูปของที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าของตนเองได้ โดยเปิดให้บริการที่ประเทศบรูไนและมาเลเซีย เป็นช่องทางในการขายสินค้าแฟชั่นมือสองที่ช่วยส่งเสริมแนวคิดวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และในประเทศสิงคโปร์ มีร้านขายสินค้าแฟชั่นมือสองขนาดใหญ่ชื่อว่า “Refash” ก่อตั้งในปี 2016 ที่สามารถสร้างได้ 11 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

การแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า (Swapping)

Fashion Revolution Thailand เป็นการจัดงานอีเว้นต์เพื่อสร้างความยั่งยืนของวงการแฟชั่น มีส่วนรับผิดชอบในการรักษาสิ่งแวดล้อมและมองเห็นคุณค่าของแฟชั่น โดยจัดงานแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าในกรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่าหนึ่งหมื่อนคน นอกจากนี้ยังมี “Swoop Buddy” เป็นแฟลตฟอร์มชุมชนออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าของไทย และได้ร่วมมือกับแบรนด์ Pomelo ในการจัดงานอีเว้นต์แลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม (local social enterprise) รวมถึงร้านค้าสินค้ามือสองอื่นๆร่วมด้วย

การซ่อมแซม (Mending)

Reviv Thailand เป็นแฟลตฟอร์มที่สร้างความยั่งยืนให้กับสินค้าแฟชั่น ด้วยการนำเสื้อผ้ามาซ่อมแซมหรือดัดแปลงได้ทางช่องทางออนไลน์ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมไลฟ์สไตล์การนำเสื้อผ้ากลับมาใช้ซ้ำใหม่อีกครั้งและเรียนรู้การซ่อมแซมเสื้อผ้าให้กับคนทุกเพศทุกวัย

เส้นใยผ้าที่ยั่งยืน (Sustainable Fibers)

แบรนด์  “Sucette” เป็นแบรนด์แฟชั่นโอตกูตูร์ของไทยที่ทำจากผ้าไหม โดยใช้ช่างฝีมือท้องถิ่นและเลือกใช้วัสดุท้องถิ่นในพื้นที่ในการผลิตเสื้อผ้าทั้งหมด โดยไม่มีการตัดเย็บหรือมีเศษผ้าเหลือทิ้ง เพื่อให้ลดภาวะขยะให้เป็นศูนย์ หรือที่เรียกว่า “Zero Waste” แต่ใช้การพิมพ์ผ้าที่ใช้สีจากพืชพรรณธรรมชาติ และใช้น้ำให้น้อยที่สุด เพื่อให้เสื้อผ้ามีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

แบรนด์ “Folkcharm” เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ร่วมมือกับเกษตรกรที่ปลูกฝ้ายธรรมชาติ ช่างฝีมือ และกลุ่มสตรีท้องถิ่น โดยเสื้อผ้าที่ผลิตขึ้นมาทั้งหมดเป็นการทอด้วยมือ 100% และไม่มีการย้อมสีด้วยสารเคมี โดย Folkcharm  แสดงให้เห็นถึงเศรษฐศาสตร์ที่เป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกฝ้าย ช่างทอผ้า ผู้ผลิต การตลาด และผู้บริโภค

จากข้อมูลการเติบโตของแฟชั่นรักษ์โลกในภูมิภาคอาเซียน มีการขยับขยายมากขึ้นเรื่อยๆ และเห็นข้อเสียในการดำเนินธุรกิจฟาสต์แฟชั่น แม้แต่ประเทศกัมพูชา มีความพยายามฟื้นฟูและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่ คือ การทอผ้าไหมสีทอง กระบวนการนี้ต้องอาศัยระยะเวลาในการเลี้ยงหนอนไหมโดยใช้ใบหม่อนเป็นอาหาร จากนั้นจึงคัดแยกไหมเพื่อนำมาทอผ้า กระบวนการซับซ้อนเหล่านี้ทำให้กัมพูชาต้องเผชิญกับการแข่งขันอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศอื่นๆที่ผลิตผ้าได้เร็วกว่า ถูกกว่า เข้ามาตั้งโรงงานผลิตภายในประเทศ

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ในภูมิภาคอาเซียนตั้งแต่ปี 2021 – 2025 มีการเติบโตมากขึ้นถึง 20 – 30 % โดยเฉพาะที่ประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์ มีการจูงใจให้กับผู้บริโภคในการจับจ่ายสินค้าออนไลน์ด้วยสโลแกน “ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง” ซึ่งลูกค้าสามารถผ่อนชำระสินค้าเป็นงวดๆได้ อาจจะขัดแย้งในเรื่องความยั่งยืนอยู่บ้าง

ปัญหาของแฟชั่นที่ยั่งยืนที่ยังประสบพบเจออยู่ คือ ค่าจ้างแรงงานในอาเซียนค่อนข้างต่ำ ทำให้แบรนด์ต่างชาติมากมายใช้แรงงานในภูมิภาคนี้จำนวนมาก และผลิตเสื้อผ้าจำนวนครั้งละมากๆ เกิดเสื้อผ้าคงค้างที่ขายไม่ออก จนกลายเป็นขยะ ฉะนั้นความยั่งยืนของแฟชั่นต้องคิดให้รอบด้าน ความละเอียดรอบคอบในการใช้ทรัพยากรที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย อีกทั้งแบรนด์แฟชั่นที่ยั่งยืนยังมีราคาขายที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นกระแสเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ฉะนั้นแฟชั่นที่ยั่งยืนที่แท้จริงต้องมีการคำนึงในด้านเศรษฐศาสตร์และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

แบรนด์ใหญ่มีการต่อสู้กับปัญหาขยะแฟชั่นอย่างไร

จากสถิติปัญหาขยะแฟชั่นข้างต้น ที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อไม่ให้เสื้อผ้าแบรนด์ของตนเองเป็นต้นตอของปัญหาขยะแฟชั่นที่ถูกขุดหลุมฝังกลบเป็นจำนวนมาก โดยเปลี่ยนวิธีการผลิต การจัดการเสื้อผ้าสำหรับผู้บริโภค ตัวอย่างต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างบางส่วนที่เราเริ่มเห็นในช่วงหลังนี้

แบรนด์พาทาโกเนีย (Patagonia)

ในปี 2017 แบรนด์พาทาโกเนีย (Patagonia) ได้เปิดตัว “Worn Wear” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้ลูกค้าสามารถซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินค้ามือสองชองพาทาโกเนียได้ และในเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 ได้เปิดร้านแบบป๊อปอัปครั้งแรก เพื่อใช้เป็นพื้นที่ขายสินค้ามือสองของแบรนด์ให้เลือกมากมาย ซึ่งพาทาโกเนียรับซื้อคืนสินค้าจากลูกค้า เพื่อนำไปรีไซเคิลและออกแบบใหม่อีกครั้ง

พาทาโกเนีย ได้อธิบายแนวคิดเพื่อความยั่งยืนว่า “หนึ่งสิ่งที่เราสามารถรับผิดชอบได้มากที่สุดในฐานะบริษัทผู้ผลิต คุณไม่จำเป็นจะต้องซื้อสินค้าเพิ่มเติม”  เป็นแนวคิดที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้า และป้องกันไม่ให้เกิดการนำสินค้าที่ไม่ใช้แล้วไปขุดหลุมฝังกลบ โดยรับซื้อสินค้าจากลูกค้าคืนเพื่อนำไปรีไซเคิล หรือนำไปขายต่อให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไม่ต้องการ

แบรนด์เอชแอนด์เอ็ม (h&m)

เอชแอนด์เอ็ม เป็นแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นขนาดใหญ่ ได้ริเริ่มให้บริการรีไซเคิลเสื้อผ้าในร้านค้ากว่า 4,200 แห่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการนำขยะเสื้อผ้าไปทิ้ง ซึ่งเอชแอนด์เอ็มมองเห็นว่าเสื้อผ้าที่ไม่ใส่แล้วเหล่านี้สามารถนำกลับไปใช้ซ้ำได้ถึง 95 % โดยให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกสามารถนำเสื้อผ้าเก่ามาทิ้งที่เอชแอนด์เอ็มได้ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบรนด์เอชแอนด์เอ็มรับเสื้อผ้าเก่าจากแบรนด์ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าของแบรนด์ จากนั้นจะนำเสื้อผ้าเก่าเหล่านี้ไปยังโรงงานรีไซเคิลที่ใกล้ที่สุด ทำให้เอชแอนด์เอ็มสามารถรวบรวมผ้าได้ประมาณ 15,000 ตัน เพื่อนำไปรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ในปี 2022 จำนวนเสื้อผ้าที่เอชแอนด์เอ็มนำไปรีไซเคิลเทียบเท่ากับเสื้อยืดจำนวน 75 ล้านตัว

แบรนด์อีโคอัลฟ์ (Ecoalf)

อินโฟกราฟิกแสดงการนำขยะมารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าของแบรนด์อีโคอัลฟ์

แบรนด์อีโคอัลฟ์ เป็นแบรนด์สินค้าแฟชั่นที่ผลิตมาจากอวนจับปลาที่ไม่ใช้แล้ว หรือแม้แต่ขวดพลาสติก และผลิตภัณฑ์สินค้ารีไซเคิลอื่นๆ แบรนด์นี้มีจุดมุ่งหมายในการผลิตสินค้าโดยนำขยะจากมหาสมุทรกว่า 500 ตัน และขวดพลาสติกจำนวน 120 ล้านขวด นำมารีไซเคิลเพื่อพัฒนาผ้าและผลิตเสื้อผ้าที่มีคุณภาพ และมุ่งหวังว่าจะลดขยะในมหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง

แบรนด์แมคซเวล (Madewell)

โครงการ Blue Jeans Go Green ที่นำกางเกงยีนส์เก่าไปรีไซเคิลเป็นฉนวนกันความร้อน

โครงการรีไซเคิลขยะแฟชั่นของแมคซเวลแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือ การเข้าไปร่วมมือกับ “Blue Jeans Go Green” ของ  Cotton และองค์กร Habitat for Humanity โดยนำกางเกงยีนส์ที่ได้รับการบริจาคไปรีไซเคิลเป็นฉนวนกันความร้อนภายในบ้าน ปัจจุบันโครงการรีไซเคิลกางเกงยีนส์ของแมคซเวล ได้รีไซเคิลเป็นรูปธรรมไปแล้วจำนวน 830,714 ตัว ช่วยลดปัญหาขยะที่ถูกขุดหลุมผังกลบได้ถึง 415 ตัน และตอบแทนสังคมและลูกค้าด้วยการให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าที่นำกางเกงยีนส์มาบริจาค จะได้รับเครดิตซื้อของภายในร้านมูลค่า 20 ดอลลาร์

แบรนด์นอทเฟส (The North Face)

โครงการ “Clothes The Loop”

แบรนด์นอทเฟสขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้ลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปได้นำเสื้อผ้าและรองเท้าของนอทเฟสที่ไม่ใช้แล้วมาทิ้งได้ ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “Clothes The Loop” ทางนอทเฟสจะนำเสื้อผ้าและรองเท้าเหล่านี้ไปให้องค์กร “Soles4Souls” เพื่อนำของเหล่านี้ไปมอบให้กับผู้คนที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและรองเท้า ซึ่งลูกค้าที่นำเสื้อผ้าและรองเท้าเก่ามาบริจาค จะได้รับเครดิต 10 ดอลลาร์สำหรับใช้ในการซื้อสินค้าของแบรนด์ในครั้งต่อไป ปัจจุบันที่นอทเฟสมีลูกค้าที่นำเสื้อผ้าและรองเท้ามาบริจาคไปแล้ว 95,000 ปอนด์ (ประมาณ 4 ล้านบาท) เพื่อนำไปรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่

บทสรุป

ในยุคปัจจุบัน แนวคิดรักษ์โลก การคิดและรังสรรค์สิ่งต่างๆเพื่อยังคงรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกับวงการแฟชั่น เป็นเรื่องของความสวยงาม ภาพลักษณ์ ความหรูหรา หรือแม้กระทั่งไลฟสไตล์ ก็ต้องมีการปรับตัวและตื่นตัวอย่างมากที่จะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าและรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมไว้เบื้องหลัง แม้แต่พวกเราเองก็สามารถมีส่วนช่วยดูแลสภาพแวดล้อมด้วยการใช้เสื้อผ้าให้นานขึ้น หรือนำไปส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการเสื้อผ้า หรือแปรสภาพเป็นอย่างอื่นที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อปัจจัยสี่ของมนุษย์ต่อไป จะกลายเป็นวัฏจักรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบเนื้อหา

10 Concerning Fast Fashion Waste Statistics

Sustainable Fashion in Southeast Asia Spins Lucrative Opportunity

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ :

แปรสภาพขยะโลก กับความยั่งยืนในอนาคต

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here